rkbenjii's profileԻдÎաΙԽ KiдtkպдՈkՄԼ's Blo...PhotosBlogLists Tools Help

ԻдÎաΙԽ KiдtkպдՈkՄԼ's Blog

»ŧԻÎΔм ՄdΘm šŲk$д 69«

rkbenjii

Windows Media Player

by 
by 
by 
No list items have been added yet.
There are no photo albums.
September 22

in die Schule!!

ก่อนหน้านี้ จริงๆแล้วก็ไปเรียน แต่ไปเรียนภาษา เป็นเหมือนเร่งรัด YFU จัดให้
แต่ตอนนี้ไปโรงเรียนจริงๆแล้ว Kantonschule Sargans หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ยังไม่มีเพื่อนหรอก
เรียนก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เหนื่อยจริงๆ วันๆ
วันศุกร์ไปทำงานที่ Bad Ragaz am Rhein ก็ออกมาเป็นรูปงูยึกยือ
ไม่งั้นก็เป็นก้างปลากลางน้ำ ไม่งั้นก็เป็นอะไรก็ไม่รู้อย่างที่เห็นนี่หละ
ชีวิตต้องสู้นะทุกคน
แฮ่ๆ
คิดถึงทุกคนมากๆ โดยเฉพาะ ตำปูตำซั่ว ...
September 01

C'est la vie once again !! Part VI ... life..

สามวันแรกก็มีเรื่องเล่าเยอะแยะ แต่ตอนนี้หลังจากที่ชาร์จโน๊ตบุ๊คพังไป ก็ไม่ได้เขียนเรื่องต่อ แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะว่า โรมาโนได้จัดการสั่งที่ชาร์จทางอินเตอร์เนตให้เรียบร้อย เป็นราคา ๑๒๐ ฟรังค์ (หนึ่งร้อยยี่สิบฟรังค์ถ้วน) และยังต้องซื้อรองเท้าใหม่ด้วย เป็นราคา ๖๙ ฟรังค์ (หกสิบเก้าฟรังค์ถ้วน) รวมเป็น ๑๘๙ ฟรังค์ (หนึ่งร้อยแปดสิบเก้าฟรังค์ถ้วน) นะจ้ะ ... จี้เลี่ยวเหลี่ยว จ้อหนี่ม๊วย ....?

หลายวันที่ผ่านมา ถึงแม้การบ้านจะเยอะจนเท๊าหิ๊งเท๊าเถี่ยกันถ้วนหน้า เพราะเริ่มไปโรงเรียนภาษาได้สองอาทิตย์แล้ว ตอนเช้าก็ตื่นมาตอนหกโมง แล้วก็ไปอาบน้ำ ลงมาทักทายแม่ แม่ก็ทำกาแฟรอไว้ พอเสร็จก็จะเดินออกจากบ้าน เค้าก็จะเตือนเสมอว่า อย่าลืมเอาแจ๊กเก็ตไปนะ ถึงแม้ว่าเบนจะเจอความหนาวอยู่ไม่ถึงวันละ สิบนาทีก็ตาม ตอนเช้าเดินออกจากบ้านมา ๓ เก้าขึ้นรถ ลงจากรถเดินมารอที่ชานชะลาอีก ๕นาที อยู่บนรถไฟอากาศอุ่นๆอยู่เกือบชั่วโมง ถึงซูริคลงมาแล้วก็หายหนาวแล้ว หนาวสุดเห็นจะเป็นเมื่อเช้า สิบองศา แต่ก็ไม่หนาว เพราะว่า ไม่มีลม แล้วพอสายๆก็หายหนาว กลับมายี่สิบ แล้ววันนี้เหมือนกับว่าจะร้อนเป็นพิเศษด้วย เหงื่อแตกพลักเลย ไปเดินเล่นกับอิซาเบลมา แล้วก็ไปกิน Caramel Macchiato  Grande กับ Tiramisu ที่ Starbucks ฟาดไปเจ็ดเหรียญ สามสิบฟรังค์ ค่ากาแฟ แล้วก็ อีกสี่ฟรังค์สี่สิบ ค่าทีรามิสุ รู้ราคาแล้ว ก็จงภูมิใจเสียเถิดที่เกิดเป็นไทย เพราะว่า ซื้อกาแฟสตาร์บัคส์ได้ถูกว่าถึงเท่าตัวเลยทีเดียวเชียว

ไปเรียนภาษาวันแรกแม่ก็พาไปส่งถึงสถานี แล้วครูก็มารับไปโรงเรียน แม่กับพ่อเค้ามีมาแอบดูที่ห้องเรียนด้วย แล้วเค้าก็รอรับกลับ พอวันที่สองก็ฉายเดี่ยวเลย (แต่ก็มาเจอพวกเพื่อนๆอยู่ดี) ตอนแรกครูพานั่งรถราง Tram ไป แต่ว่าเรานั่งรถไฟไปอีกต่อนึงแล้วเดินเอาสะดวกกว่า รถไฟวิ่งในเมืองสถานีเดียว ช่วงสั้นๆแค่ ห้านาทีก็ถึงแล้ว Stadelhofen ชตาเดลโฮเฟน แล้วเราก็เดินขึ้นเนินมา ถึงโรงเรียน โรงเรียนเหมือนเป็นสมาคมของโบสถ์ที่อยู่ตรงข้าม เพื่อนๆมีมาจากทั่วทุกซอกโลก เอกวาดอร์ เม็กซิโก บราซิล อีกฝั่งก็เป็นคนจีน คนไทย (พี่น้ำ มาวายเอฟยูด้วยกัน อยู่ที่ St.Gallen) ญี่ปุ่นหนึ่ง รัสเซียหนี่ง แบ่งเป็นสัดส่วนลงตัว  แยกแยะชาติพันธุ์อย่างดี ครูก็ดันพูดภาษาสเปนได้ เวลาเค้าอธิบายก็ภาษาอังกฤษก่อน แล้วเค้าก็มีพิเศษ เป็นภาษาสแปนิช ซึ่งเราก็ฟังไม่รู้เรื่อง เราไม่อยากแบ่งกลุ่ม แต่ว่า คนเราแน่นอนว่ามันต้องคุยกับคนที่คุยด้วยรู้เรื่องคนญี่ปุ่นพูดเกาหลีเป็นนิดหน่อย เราก็คุยกันอังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง เฉพาะคำที่รู้ แล้วก็เกาหลี แล้วก็คนจีนอีก ภาษาจีน ทีนี้ สนุกเลย ต้องแยกแยะหกภาษาทุกวัน ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมัน เจ๋งไปเลย... สอบออกมาได้ ๙๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ที่สองได้แค่ ๘๖ กว่าๆ ยอมรับว่า ที่เรียนมากี่ปี ภาษาเยอรมัน ลืม รู้เป็นคำๆ แล้วก็ใช้ไม่เป็น เรียงประโยคไม่ค่อยถูก ตอนนี้ก็เหมือนไปรื้อฟื้นสมอง เคาะขี้เลื่อยออกซะใหม่

เคยท่องชื่อกรุงเทพฯเต็มๆให้โฮสต์ฟัง ถึงกับให้พูดใหม่แล้วอัดเสียง โรงเรียนให้ทำโปสเตอร์เกี่ยวกับปะเทศของตัวเองแล้วไปพรีเซนท์ ก็พูดถึงชื่อกรุงเทพฯอีก ท่องอยู่กับพี่น้ำ เป็นที่ฮือฮา ครูจับเวลา เพื่อนๆ เอากระดาษมาให้เขียนเป็นภาษาคาราโอเกะให้ ฮ่าๆ เมื่อวานซืนที่ห้องครูมีพาไปเรียนนอกสถานที่ด้วย มีให้ไป สัมภาษณ์ คนที่นั่งอยู่ริมทะเลสาบ เบนจับคู่กับเพื่อนไปสัมภาษณ์ คนที่ให้เบนสัมภาษณ์ก็น่ารักแล้วก็ดีมากๆ ตอบอย่างดี ช่วยสะกดให้ตลอด

ไปเดินเที่ยวกันมาแล้วสองวันหลังเลิกเรียน ในซูริค กับคนรู้จักของเพื่อนของเพื่อนอีกที (เข้าใจมั้ย) ไปย่านที่มีร้านไทยเยอะๆ ก็จุใจเลย มีทุกอย่าง แต่ร้านไทยที่เห็นว่าไปสะดวกสุดก็อยู่ใต้ดินที่ สถานีรถไฟซูริคนี่หละ เป็นร้านขายของเอเชีย แต่ครึ่งค่อนร้านมาจากเมืองไทย

ซูริคเป็นเมืองที่ยุ่งวุ่นวายมาก ยิ่งในสถานีรถไฟ เหมือนหนอนทุกวันเวลา คนเดินไปเดินมาก็ไม่รู้กี่ชนชาติ มองไปข้างบนก็มีป้ายอันใหญ่ๆ ไว้บอกเวลารถออก ชนิดของรถไฟ จุดหมายปลายทางของรถไฟ แล้วก็ชานชะลา หันมาจะเห็นผู้หญิงอ้วนตัวสีฟ้า ลอยอยู่เหนือหัวคนที่ต้องการจะโดยสารรถไฟ เธอคือนางฟ้าผู้ปกป้องดูแลผู้โดยสารที่ผ่านไปมา เป็นผลงานการออกแบบโดยจิตรกรหญิงชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง ซึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว หลายวันที่ผ่านมาวงจรชีวิตตอนตะวันยังไม่ตกดินก็อย่างงี้หละ ง่ายๆ ตื่นเช้ามา ลงมา แม่ถามว่าจะกินอะไรดีวันนี้ แล้วก็ถามว่าจะเอาอะไรไปกิน (หลังๆมาเริ่มอยากหาของซื้อกินเองที่ซูริค เลยบอกเค้าว่าไม่เอา) แม่ก็ขับรถออกจากบ้านมาที่สถานีรถไฟ อากาศตอนเช้าหนาวเย็นได้ถึง ๑๒ องศา แล้วก็มายืนหน้าสลอนรับลมอยู่ที่ชานชะลาหมายเลข ๒ ที่รถไฟไปซูริคตอนเช้าจะมาจอดที่เบอร์ ๒นี่ แล้วเราก็ขึ้นรถ ตรงตู้ที่มีหมายเลข ๒ เพราะว่า เก อา GA (General Abonnement) ของเรา เป็น คลาสที่สอง ซึ่งดูๆแล้วไม่เห็นมีความแตกต่าง จึงก็ยากแก่การแยกแยะว่าที่นั่งอันไหนมันสอง มันหนึ่งกันแน่(วะ) นั่งๆไปก็จะมานายตรวจมาตรวจตั๋ว เราก็ยื่น เกอา ให้เค้าดู แล้วเค้าก็บอก merci หรือ danke เราก็พยายามนึกเอาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมา ตอบเค้าว่า bitte! แล้วยิ้มกว้างๆให้เค้า แต่ ....เค้าก็ไม่ได้ฟังเราแล้วก็เดินผ่านไป ฮ่าๆ

แล้วเราก็ลงรถ เดินมาที่ Treffpunkt แปลว่า จุดเจอ เจอจุด หรือจุดนัดพบนั่นเอง ก็จะมีเพื่อนๆมายืนรอกันอยู่แล้ว แล้วเราไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนจะมาสาย เพราะว่า ทุกคนจะมาถึงที่จุดนัดพบ ในเวลาที่แน่นอน รถไฟของคนเม็กซิโกจะมาเป็นขบวนสุดท้าย พอเธอเดินมา ฮาโหลฮาเหล แล้วเราก็ออกเดินทางต่อ (ถัดไปสถานีเดียว) แล้วเราก็เดิน มาถึงโรงเรียน พอเรียนเสร็จ กลับมาทางเดิม มาซื้อไส้กรอกกินกับขนมปัง อร่อยและอิ่ม นั่งกินบนรถไฟ ให้คนอื่นเค้าหิวตาม พอนั่งมาถึงสถานี Sargans เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ แล้วก็เหมือนจะเป็นศูนย์รวมอะไรต่างๆในแถบนี้ แล้วเราก็มานั่งรอรถเมล์ที่มีป้ายบอกว่า Wangs-Vilters มาแล้วเราก็ไม่รอช้า ขึ้นมานั่งอยู่บนรถเมล์ แล้วเราก็รออีก ๑๕ นาที เพราะว่า คนขับไปสูบบุหรี่ ทำธุระส่วนตัว เพราะว่า ป้ายที่สถานีรถไฟนี่ เค้ากลับมาจอด ก็หมายความว่าเค้าวิ่งครบไปอีกหนึ่งรอบแล้วนั่นเอง ต้องพัก แล้วก็รอเวลาออกรถรอบต่อไป นั่งมาถึงป้าย (ที่ไม่มีป้ายบอก อาศัยดูสถานที่เอง) Vilters Post แล้วเราก็กดปุ่ม Wagen Hält ให้รถหยุด แล้วเราก็เดินมาสามเก้า แวะชอปปิ้งซื้อของในร้านขายของขนาดใหญ่กว่าเซเว่น สองสามเท่า ชื่อว่า Volg ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วไป แล้วเราก็เดินมาตามทางกลับถึงบ้าน กินอะไรนิดหน่อยแล้วก็ ทำการบ้านนอน แต่ทุกๆวันจะมีกิจกรรมทำ เช่นไปเช่าหนังมาดู ก็ได้ดูไปหลายเรื่องแล้วตั้งแต่มา

เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว มีคนที่ไปวายเอฟยูของที่นี่มารับ เค้าไปอเมริกาเมื่อ ห้า ปีที่แล้ว ชื่อว่า Nadja นาเดีย เป็น Contact Person ของเบน เค้าก็น่ารักนิสัยดี สูบบุหรี่จัดไปหน่อย มีแฟนชื่อว่า Freddy เค้าก็พาไปที่บ้านแฟนเค้า (เพราะเค้าย้ายมาอยู่กันแล้ว) แล้วเค้าก็พาไปดูห้องนอน แล้วก็พาทัวร์บ้าน บ้านนี้อยู่ที่เมือง Grabs กราบส์ เงียบสงบ อีกแล้ว มีแมวสองตัว  แล้วเค้าก็หยิบหนังสือรุ่นที่โรงเรียนที่อเมริกามาให้ดู เค้าก็พาลงมาห้องนั่งเล่นส่วนตัวของทั้งสอง เฟรดดี้กำลังดู ศึกฟุตบอลบุนเดสลีกา อยู่ นาเดียก็ด้วยความรักแฟน ก็แย่งทีวี เอามาเล่นเกมส์ Nintendo Wii ซะเลย สนุกกันได้ไม่นาน ก็ต้องออกจากบ้านมางาน Buchserfest ของเมือง Buchs เป็นงานประจำปีที่แต่ละเมืองจะจัดขึ้น ให้ร้านรวงออกมาตั้ง ร้านอาหารนานาชนิด ตั้งเหล้าเบียร์ขาย เปิดเพลงสนุกๆดังกระหึ่ม ให้เดินเล่นกัน เพลินๆ อยู่นี่งานนี้ทำให้เห็นว่า คนสวิสก็ไม่ได้เงียบๆเสมอไป มุมที่ครึกครื้นสนุกสนานก็มีอยู่ แล้วก็ยังเห็นอีกว่า เด็กๆเริ่มสูบบุหรี่กันตั้งแต่ สิบ หรือสิบสอง เด็กผู้ชายก็เจาะหู เด็กผู้หญิงก็แต่งตัวกันแล้ว นาเดียกับเฟรด พูดภาษาอังกฤษดีมาก (ไม่เหมือนซิลวีโอ) แล้วก็ใจดีมาก เดินๆไปเจอเพื่อนๆเค้าก็พาเบนไปแนะนำ เดินเล่นกัน ไปฟัง Live Band ที่หลบอยู่ข้างหลัง แต่คนแน่นขนัด นักร้องกับนักดนตรี เล่นดีมาก อยากนั่งฟังจนจบ แต่เหนื่อยมาก นาเดียพาออกมาซื้อ McFlurry แล้วเราก็กลับบ้านนอน ตื่นมา ได้เล่นไพ่สวิส เล่นกันสนุกมาก (เพราะบังเอิญได้ไพ่ดีตลอด) เป็นไพ่ที่ไม่เหมือนไพ่ธรรมดา แต่เล่นได้เพลินพอๆกัน แล้วเราก็ออกเดินทางกลับบ้าน โดยเราก็กลับกันอีกทาง แวะเที่ยวที่ทะเลสาบเล็กๆ (เล็กมากๆ) มองไปมีเนิน มองขึ้นไปอีกหน่อย มีปราสาทอยู่บนเนินด้านล่างมีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง เป็นเมืองที่เล็กที่สุดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีบ้านคนอยู่ไม่ถึง ๓๐หลัง ทุกหลังล้วนเป็นบ้านสมัยคลาสสิก หลังจากนั้น เฟรดดี้ขับพาเลาะไปตามเขาสูง วิวสวย แต่อากาศไม่ค่อยเป็นใจ วนเข้าไปในค่ายทหารให้ดูหนึ่งรอบ แล้วเราก็แวะกินไอติมกัน กลับลงมาถึงข้างล่าง ไม่นานฝนก็ตกหนัก วิ่งตากฝนกันเข้าบ้าน ก็กลับมาทำอาหารไทยกินกัน ต้มยำไก่ (บ้านไม่ชอบอาหารทะเล) พะแนงไก่กับมันฝรั่ง เนื้อผัดน้ำมันหอย (ผัดแบบจีนๆหน่อย เหมือนอาม่าทำ ฮ่าๆ) (จานนี้โรมาโนชอบมาก) ไข่เจียว (เป็นจานที่ทุกคนอึ้งๆว่า ทำยังงัย เพราะว่ามันไม่มีอะไรเลย แล้วมันอร่อย) แล้วก็ทอดมัน (ซื้อสำเร็จมาจากร้านเอเชียที่สถานีรถไฟ) แล้วก็ต้องกลับมานั่งทำการบ้านต่อ แล้วก็ดำเนินชีวิตวนๆ เหมือนยุง

กลับมาไม่มีอะไรกิน แม่เทต้มยำผสมข้าว แล้วแช่ไว้ ก็เอามาผัดกับน้ำมันหอย กินกับไข่เจียว กินกับพ่อ

พ่อพาไปทำบัญชีเรียบร้อยแล้วที่ธนาคารแถวบ้าน บัตรจะส่งตามมาถึงหน้าบ้านคุณในไม่ช้า แล้วก็เมื่อวานได้พัสดุจากม๊าแล้ว แว่น ชากุ้ยฮวาจากกุ้ยหลิน และเฟรนด์ชิพ วันพฤหัสกลางคืน มีเพื่อนของพี่ๆ ชื่อสวยๆว่า Petricia มารับขึ้น Volvo S40 ไปเที่ยวกันอีกแล้ว เคยเห็นเพื่อนพี่คนนี้ในรูปที่เค้าไปเที่ยว สก็อตแลนด์ด้วยกัน ไปนิทรรศการศิลปะที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เมือง Chur คูร์ แล้วเราก็ไปหาข้าวกินกันตอนแรกจะไปกินอาหารจีน เห็นราคาแล้วไม่เท่าไหร่ (มาตรฐานอาหารจีนในยุโรป) แต่เห็นตราของร้านแล้วตกใจ THE ORIENTAL เป็นร้านในเครือโอเรียนเตล บอกพี่ๆว่า นี่เป็นเครือของโรงแรมทั่วโลก แล้วก็เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในประเทศไทย พี่ๆเดินหนีกันอย่างด่วน มาจบลงที่ร้านพิซซ่าข้างๆ พิซซ่าอร่อยมาก โดนโรมาโนแกล้งด้วย (เพราะเบนไปแกล้งมันก่อน ฮ่าๆ) หลังจากนั้น เราก็ไปเข้าผับกัน!! เพราะว่า เราต้องรอเพื่อนอีกคนนึง ซึ่งก็ไม่มาซักที พนักงานเค้าคงไม่รู้ว่าเบนอายุไม่ถึง เพราะว่า เค้าไม่ได้ว่าอะไร ในผับนั้นไม่มีอะไร คนสูบบุหรี่ กินเหล้า เปิดเพลง แต่ไม่มีใครเต้นเลย เราสั่งคอกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์มากิน เบนสั่ง Green Almond กรีนอัลมอนด์ แปลว่า อัลมอนด์สีเขียว ก็คิดว่ามันจะมีอัลมอนด์สีเขียวมาจริงๆ แต่มันเป็นแค่น้ำสีเขียว แต่อร่อยมาก

*หมายเหตุ ชื่อที่ไม่สวยของ Petricia คือ Pet !! ภาษาเยอรมัน แปลว่า ขวดพลาสติกเปล่าๆ แล้วภาษาอังกฤษแปลว่าอะไร ...?

ได้ใช้บริการ Bistro บิสโทร เป็นCafé ที่อยู่บนรถไฟ นั่งกินกาแฟกัน แล้วอยู่ๆ รถไฟก็จอดแล้วประกาศว่า ไปต่อไม่ได้เพราะว่า มีคนเล่นกีฬากระโดดร่ม แล้ว(เสือก)ลงมาติดอยู่ที่สลิงบนรางรถไฟ ห้อยต่องแต่ง ... เอากับเค้าซี่... วันรุ่งขึ้นพี่แกก็มาติดอยู่บนหน้าหนังสอพิมพ์ซะแล้ว ดังเลย ...

กลางคืนโรมาโนกับแฟนพาไปเที่ยวบ้านเพื่อนอยู่บนเขาที่ Pfäfers เค้าพกไฟฉายมาเพราะว่า กลัวว่าดึกมากจะต้องเดินลงเขากลับบ้าน ขาไปต้องนั่งรถไฟไปหนึ่งสถานีที่เมือง Bad Ragaz แวะร้านขายของ ของสถานีรถไฟ ซื้อหนมขึ้นไปกิน (พี่จ่าย) แล้วก็เรียกแท็กซี่ขึ้นเขาชันๆไปประมาณ สิบห้า นาที (แล้วนึกถึงตอนเดินลง) มาสองอาทิตย์เพิ่งเห็นแท็กซี่ก็วันนี้หละ แล้วไม่มีมิเตอร์ด้วย แท็กซี่จอด ก็เดินขึ้นเขามาอีกหน่อยก็ถึง (ชันมาก) มองไปวิวสวย แต่จะสวยกว่า ถ้ามันสว่าง บ้านตั้งอยู่ตามชะง่อนผา เจ้าของบ้านเรียกฝูงเพื่อนมาปาร์ตี้เต็มบ้าน เบนสงสัยว่าเค้าสูบอะไรแปลกๆไม่ใข่บุหรี่ก็เลยถามโรมาโน แล้วก็ได้คำตอบว่า เค้าก็สูบกัญชากัน ปลูกเอาสูบเอง ไม่เข้าใครออกใคร มีเก็บใบกัญชาไว้เป็นถัง เบนก็นั่งเล่นเกม Sing Star เป็นเกมคาราโอเกะไป กับเพื่อนๆเค้านั่น โรมาโน กับอิซาเบลไม่สูบ กินแต่เบียร์ เพราะว่า คนที่นี่กินเบียร์ตั้งแต่เด็กๆ คอแข็ง ไม่มีอาการเมา โรมาโนก็คอยคุมไม่ให้กิน ไม่ให้ยุ่งกับอะไรทั้งสิ้น มึงกลับมาตั้งใจเล่นเกมกับพวกกู แล้วมึงก็จงมาดูหนังกับพวกกูอย่าวอกแวก (ล้อเล่น ..อย่างงี้โหดเกินไป) กลิ่นควันอบอวน เหมือนอยู่ในผับ หรืออะไรซักอย่าง เพราะสูบกันอยู่ข้างหลังเบนก็มี ข้างหน้า ข้างๆก็มี แต่เพื่อนๆพี่ทุกคน (ทั้งที่สูบและไม่สูบ ดื่มและไม่ดื่ม) ก็ดีทุกๆคน แต่ที่ไม่ดื่มเห็นมีเบนคนเดียว (เป็นคนดี) กลับลงมากันตอนตีสาม โทรเรียกแท็กซี่ให้มาส่งที่สถานีรถไฟเป็นเวลา สิบนาที เพราะว่า ซิ่งมาก ถึงสถานี Bad Ragaz อีกรอบก็เดินไปดูตารางออกรถไฟเที่ยวต่อไปที่จะพากลับบ้านก็ คือตอนตีห้า อีกสองชั่วโมง แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่า คุณแม่ได้โทรมา แล้วก็ออกรถมารับถึงที่นี่ ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นแท็กซี่เลย หายห่วง จริงๆแล้วอยากเดินนะ น่าสนุกดี...

เมื่อเช้าตื่นมาสายมาก ลงไปทักทายทุกคน พี่ๆก็ยังไม่ตื่นเหมือนกัน กินกาแฟ แล้วก็ขึ้นมาทำการบ้าน พอได้ยินเสียงพี่ตื่น ก็ลงมาเรียกเค้าให้ขึ้นมาดูเนตให้หน่อย เพราะว่า เนตใช้ไม่ได้อีกแล้ว เลยต้องเขียนใส่เวิร์ดไป เค้าก็วิ่งขึ้นวิ่งลงไปหลายรอบ ก็ไม่ได้อยู่ดี ไม่นาน เราก็ออกไปกินกันข้างนอก ไปที่ร้านหนึ่งที่อยู่บนเขาสูง ให้เห็นวิวภูเขาอีกฝั่งหนึ่งชื่อว่า Churfirsten คูร์เฟียร์สเทน แปลว่า หมู่ยอดเขาแห่งเมืองคูร์ ข้างล่างเป็นทะเลสาบ Waldensee วาลเดนเซ มองดีๆ ตามภูเขา จะเห็นน้ำตกสายเล็กๆ ที่ไหลลงมาตามหนาผาชัน สูงประมาณ พันสองพันเมตร แต่พนักงานมันงี่เง่า เราเลยสั่งแค่น้ำ แล้วเราก็โยกย้ายลงมาที่เมืองข้างล่าง ณ ร้านอาหารของหลานแม่ บรรยากาศดีริมทะเลสาบ สั่งอะไรกินกัน แล้วเราก็นั่งคุยกับญาติกัน ขำไม่เลิก

คิดว่า ชีวิตที่นี่เริ่มลงตัวแล้ว กับพี่ก็สนิทมากแล้ว กับแม่พ่อ กับแฟนพี่ แล้วก็เพื่อนๆในชั้นเรียนเยอรมัน แล้วก็เริ่มรู้ว่าจะเข้ากับคนที่นี่ยังงัย แล้วก็ไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวหลง เพราะว่า เริ่มชำนาญแล้ว (นั่งรถไฟกลับบ้านแล้วเลยป้ายด้วย แล้วก็กลับมาเล่าให้พวกเค้าขำกัน ...นอนสบายเกิน) เพราะปกติแม่จะแซวตลอด ว่าเบนนอนบนรถไฟ แล้วพอเค้าประกาศ สถานีต่อไป ซาร์กันส์ แล้วเบนก็จะตื่นทันที แม่จะแซวตลอดเลยเรื่องนี้ เพราะว่า เค้าเห้นเบนหลับเวลาไปกับเค้าแล้วพอเค้าประกาศ เบนก็ตื่น ... แล้วก็เริ่มรู้แหล่งที่จะหาของประทังชีวิตได้ มีคนรู้จักมากแล้ว ติดต่อได้ตลอด เรียนก็ไม่ต้องห่วง มีอยู่เรื่องที่จะต้องไปโรงเรียนจริงๆ ที่จะเริ่มวันที่ ๑๗ กันยา นี่หละ แล้วก็เรื่อง โง่ ขี่จักรยานไม่เป็น แต่วันนี้ก็ไปหัดมา ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว (สองเมตร) ฮ่าๆๆๆๆๆ.....

ปล. ศัพท์ฮอตฮิตติดปากของบ้านนี้ คือ คำว่า ติงต๊อง ประโยคภาษาไทยที่พูดได้ คือ สบายดีหรือ?

ปล. ค้นพบว่า อ่ออิ๊ว น้ำมันหอยทำได้ทุกอย่าง... ขาดไม่ได้

ปล. อากาศเดี๋ยวนี้เริ่มร้อนขึ้นอย่างจริงจัง ตอนเช้าก็กระเถิบขึ้นมาเป็นสิบแปด

ปล. ตอนสายๆจนถึงพระอาทิตย์ตกตอน สามทุ่มกว่า ก็ร้อนได้ถึง สามสิบกว่าองศาเชียว

ปล. พิซซ่าที่พวกเราช่วยกันทำเองเมื่อกี้ อร่อยมากๆ ... พิซซ่าโฮมเมด แปลว่า ... บ้านเป็นคนทำพิซซ่า...ล้อเล่น...

  

August 14

Grüezi aus mein neues Haus!!

กระแดะไปงั้นหละ ไม่รู้ว่าถูกป่าว ถ้าถูกจะแปลว่า สวัสดีจากบ้านใหม่ของฉัน (สวัสดีเป็นสวิสเยอรมันด้วย) เบนจะเขียนมาเล่าถึงชีวิต สองวันแรกให้ฟัง ทำไมถึงต้องเขียนลงในเวิร์ด เพราะว่า พี่ชายคนโต Silvio ที่จริงเค้าต่อเนตให้แล้ว แต่ว่า ใช้แลน แล้วมันใช้งานทีสองเครื่องไม่ได้ เมื่อวานมาถึงค้ามาต่อให้มันก็เล่นได้ แต่ว่า เมื่อเช้าเค้าใช้เนต เนตเบนเลยตัด แล้วก็เล่นไม่ได้มาถึงตอนนี้ ตื่นมาซิลวีโอก็หายไปแล้ว พี่ชายคนสุดท้าย โรมาโน ก็ไปนอนค้างคืนกับเพื่อนกับแฟน Isabel บนเขายังไม่ลงมา ใช้ใครช่วยไม่ได้เลย..

ตอนมาถึงเมื่อวานก็เป็นเวลาเช้าๆ มีสตาฟจากวายเอฟยูมารับ แล้วก็ออกมาหาโฮสต์แฟมลี่กัน ของเพื่อนๆคนอื่นเค้ามารอกันอยู่แล้วเพราะว่าเค้ามาสนามบินที่Zürich (อ่านว่า ซือริคค) สะดวก เพราะบ้านใกล้ แล้วของเบนก็มา เห้นหน้าพ่อแล้วจำได้ พ่อชื่อโรมาโนเหมือนกัน กลายเป็น Romano Sr. and Romano Jr. แล้วก็มีพี่โรมาโนกับพี่อีซาเบล มารับ เป็นสี่คนถ้วน ตามมาด้วยโฮสต์ไอปั๋นซึ่งมาเป็นบ้านสุดท้าย มากับน้องชื่อ Jasper บ้านนี้ถือป้ายผ้ามาอันยักษ์ มีธงสวิส แล้วก็เขียนว่า Welcome !! Pun !! น่ารักมั้ยหละ ...

ลาเพื่อนๆมา แล้วก็กอดจูบลูบคลำปั่นเพื่อนสนิทมาเป็นพิธีให้รู้ว่า มึงมีกูตกชะตากรรมเดียวกับมึง ก็เดินข้ามมาจากอาคารผู้โดยสารก็เป็นอาคารที่มีร้านรวงต่างๆ ร้านอาหาร มัคคุโดนารุ (แมคโดนัลส์ อ่านแบบ คงยี่ปุ่ง) เค้าก็ถามว่าจะกินอะไรมั้ย หิวน้ำมั้ย ก็ตกลงจะเอาโค้กที่ มัคคุโดนารุ แล้วกัน หนึ่งแก้วเล็ก คนขายเหมือนหลุดออกมาจากเผ่าอะไรซักอย่างในอาฟริกา แล้วก็กลับมานั่งกินกัน เห็นโรมาโนกับอิซาเบล กินกาแฟ สตาร์บัคส์ แล้วดีใจจัง มี Caramel Macchiato แก้วโปรด ให้กิน พี่ก็ยื่นPretzel กับ Croissant มาให้กิน แล้วเราก็คุยกัน พี่ชายบอกว่าเค้าพูดจีนเป็น ก็หนีเห่ามา มา เราก็ อา หนีเห่า... แม่บอกว่าเมื่อก่อนเค้าเรียนภาษาอยู่ที่ อังกฤษ เพื่อนคนไทยก็สอนเค้า ให้พูด สบายดีหรือ มา ก็เลยตอบไปว่าสบายดีครับ ฮาครืนเลยทีนี้

ลงมาอีกสองชั้นจากตึกก็เจอสถานีรถไฟ พี่ชาย พ่อ กับอิซาเบล ก็ช่วยกันทุลักทุเลแบกกระเป๋าเดินทางใบเขื่องขึ้นรถไฟ แล้วเราก็บอก Tschüss ส่งพ่อกลับไปทำงาน แม่เล่าถึงเรื่อง Military Service ว่าทุกคนต้องไปรับใช้ชาติ ประมาณอายุ สิบแปดสิบเก้า ต้องไปฝึกทหารเป็นเวลาสามหรือสี่เดือน แต่ให้กลับบ้านได้วันเสาร์อาทิตย์ แล้วก็หลังจากนี้ไปอีกสามปีก็ต้องเข้าไปฝึกอย่างน้อยปีละ สามอาทิตย์ ก่อนที่จะได้เอ่ยปากถาม Rita โฮสต์แม่ว่า ทำไม ไอพี่ชายหัวฟูถึงไม่ต้องไป แม่ก็เฉลยว่า เค้าหลอกว่า เค้าเป็นบ้า บอกว่าอยากฆ่าตัวตาย ทหารเลยบอกว่าไม่ต้องมาฝึก เพราะ มีปัญหาทางจิต (จริงๆแล้วไม่ต้องทำอะไร เค้าก็รู้แล้ว) ฮ่าๆ

แม่บอกว่าไม่ต้องนั่งเพราะ ไม่ถึงสิบนาที เราก็ต้องลงมาเปลี่ยนรถไฟที่ Zürich Main Station แม่ก็สอนการดูตารางรถไฟ แล้วก็บอกว่า จากบ้านเราต้องดูสถานี Sargans แล้วก็มาสุดทางที่ Zürich มีรถออกทุกๆชั่วโมง

ณ ชานชะลาที่ หก เราก็เดินทางกลับบ้าน โชว์ตั๋วที่แม่ให้ เรียกว่า เก.อา. GA ซึ่งแม่เอาให้เซนต์ชื่อ ทุกคนชมว่าลายมือสวย ... ? บัตรมีรูปตัวเองยิ้มแป้นอยู่ เหมือนถ่ายเมื่อซัก ห้าปีที่แล้ว

นั่งรถผ่านทิวทัศน์สวยงาม อย่างที่ทุกคนวาดฝันไว้นั่นแหละ มันสวยมาก ผ่านทะเลสาบZürich แม่บอกว่า เมืองที่เพื่อนป๊ากู๋รู้จักก็แค่ สิบนาที ออกมาจาก Zürich อยู่ริมทะเลสาบ เจ๋ง... อากาศข้างนอกครึ้มๆ เทาๆ น้ำปริ่ม เพราะว่า ฝนตก แล้วก็มีน้ำท่วมจริงอย่างที่เห็นในข่าว แต่อยู่ทางตอนกลางๆประเทศ ที่เป็น ที่ราบ

โรมาโนพยายามอ่านชื่อกับนามสกุล แต่อ่านไม่ออก เลยพูดให้ฟังรอบนึง ขำกันใหญ่เลย เพราะว่า พยายามเท่าไหร่ก็พูดไม่ได้

ลงรถไฟมาก็ลากกระเป๋ามาขึ้นรถโฟล์กสีแดง มีท้ายกว้างๆ คล้ายๆซีอาร์วีขนาดย่อม แม่ขับรถกลับถึงบ้าน

Tada……..!! นี่งัยบ้านในฝันของทุกคน ท่ามกลางหุบเขาที่มียอดสูงชะลูด Swiss Chalet หลังเล็กตั้งอยู่ที่สุดปลายถนน Neugutsstraβe หรือ Neugutstrasse ในภาษาสวิส อ่านว่า นอยกุด-ชตราสเซอะ เลขที่ หก เป็นบ้านเล่นระดับ มีชั้นใต้ดินที่พี่นอน แล้วก็มีห้องหับต่างๆ ห้องครัวเล็กๆที่มีเครื่องล้างจาน ทำให้แบ่งเบาภาระไปได้เยอะ ห้องซักรีด ห้องทำงานของแม่ ห้องนั่งเล่น ชานบ้านที่มีเปลญวน หันออกไปเจอภูเขาที่มีบ้านคนหลังเล็กหลังน้อย ห้องนอนเบนเป็นห้องนอนของ Christina พี่สาวคนโต ซึ่งตอนนี้ย้ายไปอยู่แฟลตที่ Wintertür ถ้าสะกดไม่ผิด ขึ้นมาจัดของ ซิลวีโอ ก็มาต่อเนตให้ ช่วยแม่เก็บ Bromberries เก็บไปกินไปสนุกสนาน ได้เล่นเอมเอสเอนเปิดเวปแคมโชว์หม่าม๊า พี่ชายวนออกไปซื้อของ ได้ซิมการ์ดกลับมา ในราคา สิบเก้ากับเศษๆสวิสฟรังค์ กับ อะแดปเตอร์ ราคาแพงหูฉี่ ยี่สิบเก้าจุดเก้าศูนย์ Philip เพื่อนสนิทโรมาโน ที่มาถึงบ้านแล้วทำหน้างงๆใส่เพราะว่า โรมาโนเก็บเบนไว้เป็นเซอร์ไพรซ์ เป็นคนขับรถออกไปซื้อของ ซิ่งขึ้นเขาลงเขา หักซ้ายขวาไม่มีแตะเบรกเลย หัวใจจะวาย กลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย พี่ชายกับแฟนก็ออกไปนอนอยู่ในกระท่อมบนเขากับเพื่อนๆ ขึ้นมาชวน แต่เหนื่อยเลยไม่ได้ไป ไม่นานแม่ก็เรียกลงไปกิน สลัดมะเขือเทศ ใส่ใบสมุนไพรที่เรียกว่า Basilikum บาซิลิคุม กับไข่ต้มสับ เทน้ำมันมะกอก กับน้ำส้มสายชูของฝรั่ง สีดำๆ ลงไป ใส่เกลือเล็กน้อย ก็กินได้แล้ว อร่อยมากด้วย กินกับขนมปังและชีส Appenzeller อัพเพนเซลเลอร์ คิดว่าสลัดอย่างเดียวจะเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ดีเลย ,,ชีสที่ทุกคนคงบอกว่าเหม็น แต่พวกเราที่นี่ชอบมาก กินเป็นแผ่นบางๆเปล่าๆแกล้มขนมปัง เจ๋งเลย ทุกคนตื่นเต้นว่าทำไมชอบกินชีส คนเอเชียไม่ชอบชีสไม่ใช่เหรอ? อันนี้ โรมาโนถามมาสองวันยังไม่หายข้องใจ

สามทุ่มกว่าๆ ฟ้าเพิ่งจะมืด แม่ก็ชวนกิน บรอมเบอรี่ ของโปรด จิ้มกับซอสวานิลลา ผสมกับครีมเอามาตีๆ ให้เป็นวิปครีม แล้วเอามาตะล่อมกับซอส อร่อยอย่าบอกใครเลยทีเดียวเชียว คุยการบ้านการเมืองกับโฮสต์พ่อแม่ แล้วเราก็แยกย้ายเข้านอน แม่บอกว่า อย่าตื่นเช้าเพราะเค้าจะตื่นสายวันอาทิตย์ แล้วยิ่งเมื่อเช้าเค้าต้องตื่นมารับอีก ให้นอนให้พอเลย เพราะว่าเค้ารู้ว่าบนเครื่องไม่ได้นอน แขนเพื่อนไม่เป็นเละๆเหมือนของม๊า ฮ่าๆ ขึ้นมาบนห้องก็จัดห้องครั้งสุดท้าย มีหลังตู้เป็นชั้นวางพระที่ม๊ากับเพื่อนให้มาด้วย ฮ่าๆ ธรรมะธรรมโม ใช้ได้เลย แล้วก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่ เก้าโมง...

 

ตื่นมาตอน แปดโมงกว่า แล้วก็นอนต่อถึงเก้าโมงเพราะ นาฬิกาปลุก กว่าจะตื่นจริงๆได้ก็ เที่ยงแล้ว ก็คนมันไม่ได้นอนเลยยี่สิบสี่ชั่วโมง จะให้ทำงัย อาบน้ำ แม่ใจดี เพราะว่า ไม่ต้องให้ทำงานบ้านอะไรเลย นอกจากช่วยคนในบ้านเก็บจานเข้าเครื่องล้างเท่านั้น ลงมากินกาแฟไปหนึ่งแก้ว แล้วแม่ก็พาไปเยี่ยมคุณยาย ข้ามเขาเป็นลูกๆ ทางเหมือนเราขับขึ้นดอย วันนี้พ่อขับไปกันสามคน พ่อแม่กับลูกหัวดำหนึ่งคน เพราะ ซิลวีโอไปเล่น พาราไกลดิ้ง บนเขาแต่เช้า แล้วโรมาโนยังไม่กลับ ผ่านเมือง Pfäfers (อ่านว่า เฟเฟอร์ส์) ข้ามภูเขามา จนถึงเมือง Vättis (เฟตติส) ที่คุณยายอยู่อย่างโดดเดี่ยว ผ่านแม่น้ำ เขื่อน ป่าไม้ หุบเขา ใช้เวลาประมาณ ยี่สิบนาทีหรือครึ่งชั่วโมง ก็ถึง บ้านคุณยายเป็นบ้านที่มีที่ให้ไก่อยู่เกิน ยี่สิบตัว แม่บอกว่า ไข่ที่บ้านก็เอามาจากคุณยายนี่หละ แม่พาเดินรอบบ้าน หยิบลูกแพร์กิน คุยกันนิดหน่อย แล้วเราก็กลับบ้าน วันนี้อากาศร้อน พ่อก็พามาซื้อเนื้อที่เรียกว่า Kotelet คอทเล็ท เป็นเนื้อติดกระดูกเอามาย่างกินกัน วันนี้ทุกคนมาพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะ คริสตินากลับมาเยี่ยมบ้าน เค้าบอกว่าเค้าไม่ชอบเบนเพราะว่าเค้าไม่ได้ของฝาก เลยขึ้นมาเอาของฝากให้ ตอนนี้หละ สนิทกันเลย กินคอทเล็ตย่างกับข้าวฝรั่งที่ใช้ทำรีซอตโต้ ตบท้ายด้วยสลัดผัก แม่บอกให้ลองพูดคำสวิสยากๆคำนึงที่คนสวิสจะให้คนต่างชาติพูด แม่บอกว่า แม้แต่คนเยอรมันบางคนยังพูดไม่ได้เลย คำว่า Küche Köesli ไม่รู้ว่าเขียนถูกมั้ย แต่พูดถูก ทำเซอร์ไพรซ์เค้าไปอีกหนึ่งอย่าง ซิลวีโอที่กำลังจะไปอเมริกา แต่พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น ก็ได้พิสูจน์ตัวเองจริงๆแล้วว่า มันพูดไม่เป็นจริงๆ เค้าบอกว่า I am very tired. แต่ออกเสียงว่า Tee-red  เบนกับโรมาโนได้ทีก็แซวทีเรดไม่เลิก โรมาโนกับฟิลิปชวนเล่นเกมผ่านสายแลน ก็เล่นกับฟิลิป เล่นเกมมือนึงก็เปิดดิกชันารีเยอรมัน เพราะเกมเป็นภาษาเยอรมัน โรมาโนไปช่วยอิซาเบลทำเค้กบรอมเบอรี่ กินกับครีม

วันนี้โรมาโรเอารูปที่เค้าไปเที่ยวสก็อตแลนด์มาอวด เป็นประเทศที่สวยมากเลยทีเดียว เราทุกคนนั่งอยู่บนเตียงใหญ่ๆในห้องโรมาโนแล้วเราก็นั่งดูรูปที่โรมาโนเปิด แล้วเราก็แซวกัน ฮาครืน เบนก็โชว์รูปเหมือนกัน ที่เราไปเที่ยวกันตั้งแต่ ตุลาที่แล้ว ที่ออสเตรียกับโครเอเชีย แล้วก็ญี่ปุ่น แล้วก็กุ้ยหลิน แล้วก็โชว์รูปเพื่อนๆ แล้วก็ที่วัดพระแก้วที่ไปมา แล้วเราก็กลับมาที่ห้องซิลวีโอ โรมาโนให้เบนสอนพูดคำหยาบภาษาไทย แล้วก็ดูหนังเรื่อง Four Rooms เป็นหนังตลก แอบโรคจิตหน่อยๆ แล้วก็กลับมาห้องนอน มาเขียนเรื่องนี่หละ ดึกแล้ว ฝันดีนะทุกคนJ

เช้านี้ตื่นมาตอน เก้าโมงสิบห้า ลงมากินกาแฟ เห็นแต่พ่อกำลังล้างชามสลัดอยู่ พ่อหันมาถามว่าจะกินอะไรดี (ซึ่งทุกครั้งไม่พ่อก็แม่จะถมแล้วก็ทำให้ แล้วก็ถามว่า ชัวร์เหรอ แค่นี้เหรอ กลัวเราเกลงใจเค้า) ก็ซดกาแฟดำไปหนึ่งแก้ว เพราะบ้านนี้ไม่ชอบกินนม ยกเว้นซิลวีโอ มนุษย์แปลกประหลาดประจำบ้าน เวลาทุกคนพูดถึงซิลวีโอ จะพูดออกมาคำเดียวเลยว่า He’s freak. แล้วก็จะมีคนเสริมว่า Also crazy. แล้วก็จะมีคนสรุปว่าเค้าเป็น A Crazy Freak. หรือ He’s freaking Crazy ! งัยหละ บ้านนี้ เห็นบ้านเงียบๆ ไม่กล้าถามถึงคนอื่น กลัวเราตื่นสายคนอื่นเลยออกไปข้างนอกหมดแล้ว ฮ่าๆ พ่อกำลังต่อสู้อยู่กับที่สไลซ์ชีส ช่วยกันทำไปสองคน ลูกหัวดำ กับพ่อ (ก็หัวดำ) นิ้วพ่อเลือดไหลเลย ... ทำเสร็จ พ่อเลยบอกว่าทุกคนยังหลับอยู่เลย เห็นมั้ยว่า ชีวิตที่นี่ไม่รีบ พ่อตื่นเช้าคนเดียวในบ้าน แม่บอก จะส่งเมลล์หละ !!! รออ่านฉบับต่อไป

๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๐     ๑๐.๒๑น.

นี่กลับมาต่อแล้ว ยังไม่ได้ส่งซักที

ช่วยพ่อเสร็จ แม่ก็ขับรถพาเบนออกไปกับคริสตินา ไปที่ Rathaus หรือเป็น ที่ทำการเขต อำเภออะไรประมาณนี้ ไปแจ้งว่า เราอยู่ที่นี่ แล้วเราก็กลับมาบ้านมารับ โรมาโนกับแฟน ไปช็อปปิ้งกัน ที่ Pizol Park พิโซลพาร์ค ซื้อของมาทำแกงเขียวหวาน เพราะ คริสติน่าชอบ แล้วก็ซื้อชอกโกแลตมา ๒ แผง แล้วก็ ซื้อกระเป๋าเป้มา ๑ ใบในราคา ๑๕ ฟรังค์ สุดท้าย เตรียมเงินเพื่อจะมาจ่ายทั้งหมด พี่ไม่ยอมให้จ่าย บอกจ่ายแค่ กระเป๋าพอ ลงมาลองสอดบัตรเอทีเอ็มธนาคารกสิกรดู ก็ใช้ได้ แต่คิดว่าจะต้องหักค่าบริการไปเยอะเลยทีเดียว มีเหลืออยู่อีกไม่ถึง พัน ฮ่าๆ แล้วอิซาเบลก็ซื้อโค้กมาเลี้ยง ๑ขวด แกะกินกันแล้วเราก็เอาของกลับมาบ้าน ไม่นานเราก็ต้องออกจากบ้านมาอีกแล้ว เพราะว่า อิซาเบล จะไปดูที่ทำงานใหม่ที่ Liechtenstein เมืองชื่อ Rugell รูเกลล์ นั่งรถบัสมา ๒ต่อ รถไฟ ๑ต่อ แล้วก็รถบัสอีกสองทอดสั้นๆก็ถึง แวะซื้อโปสการ์ดเขียนถึงบ้าน เพราะว่า แสตมป์และตราประทับของที่นี่เป็นที่ต้องการมาก ทุกอย่างในประเทศลิคเตนสไตน์ จะใช้ร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีเงินเป็นของตัวเอง แต่ว่า มีแสตมป์ กับตราประทับ ก็ซื้อแล้วเราก็ส่ง ไปให้อย่างดี มีลายเซ็นโรมาโนกับอิซาเบล เป็นพยานในการเดินทางครั้งนี้ของเรา ๓ ทหารเสือ แล้วเราก็นั่งรถเข้ามาเที่ยวใน Vaduz ฟาดูซ เมืองหลวงของประเทศ มีปราสาทของเจ้าครองนคร ที่เรียกว่า Fürz อยู่บนเขาสวยงาม ข้างล่างเป็นถนนคนเดิน เหมือนตามเมืองท่องเที่ยวในยุโรปทั่วไป มีจุดเด่นคือ Kuntmuseum Vaduz หรือ Art Museum of Vaduz เป็นสถานที่ชื่อดัง ของที่ตั้งเรียงรายขายอยู่ล้วนแต่เป็นของสวิส แม้แต่โปสการ์ด มีด Vitorynox ข้าวของต่างๆ ของฝาก ของที่ระลึกก็เป็นของสวิตเซอร์แลนด์ แล้วเราก็เดินกลับลงมาจากเนินเขาที่เป็นตัว Downtown ของลิคเตนสไตน์ กลับลงมาต่อรถไปประมาณ ๓ ต่อก็ถึงบ้าน กลับมาก็ออกไปเด็ด ต้นหอมมาเผื่อจะใช้ใส่อะไร ทักทายกระต่ายยักษ์ Fabiola อายุ ๘ ขวบ สัตว์เลี้ยงตัวเดียวในบ้าน แม่บอกว่า เมื่อก่อนนี้ ที่บ้านมีกระต่ายเป็นสิบยี่สิบตัว แต่ตอนนี้ตายหมดแล้ว เหลือก็แต่เจ้าอ้วนนี่หละ ก็ขึ้นมาทำแกงเขียวหวานไก่ กับขนมปังหน้าเนื้อสับทอดกรอบ มีแฟนติดตรึมเลย แต่หุงข้าวโดยไม่ใช้หม้อหุงข้าวไม่เป็น หม้อแรกเลยไหม้ๆ คนที่บ้านบอกว่า ไม่เป็นไร we don’t care. ก็โล่งอก แต่หม้อที่สองออกมาดีเยี่ยม ตอนนี้รู้แล้วว่าต้องทำงัย กะน้ำถูกแล้ว ฮ่าๆ คิดว่า แกงทำออกมาก็อร่อยกว่าที่คาดไว้มาก เพราะว่า คิดว่ามันต้องออกมาแย่แน่ๆ แต่ เสียไป ๑๐ ฟรังค์ เพื่อใบมะกรูด หรืออะไรๆ ที่มันหาไม่ได้ เพื่ออาหารมื้อใหญ่เลี้ยงคน ๗ คนก็คุ้มหละ วันนี้มีแฟนคริสติน่ามา ชื่อ Fabian ไม่รู้สะกดยังงัย ฟาบีอาน อ่านฟาเบียน ก็ดูแย่ไป พ่อกินไปก็ออกปากชมเปาะว่า Superrrr กระดกลิ้นตามสำเนียงที่นี่ ฮ่าๆ (สำหรับคนไทยมันอาจจะแย่ก็ได้ กลับไปจะลองทำดู) ฝนตก!! วันนี้ฝนตก ก็เหมือนที่ไทย ก่อนฝนตกอากาศก็ต้องร้อนๆจัดๆ แม่บอกว่า ตอนที่เรียนอยู่ที่อังกฤษคนไทยสอนพูดคำหยาบ เค้าอายๆ แล้วก็พูดออกมา เป็นคำสองพยางค์คำนึง แต่อย่าบอกเลยว่าคำว่าอะไร อีกคำนึง คำนี้ตลก คำว่า พ่อมึงอัปรีย์ ฮ่าๆ เป็นภาษาเมื่อกี่สิบปีที่แล้ว เบนก็ตกใจ ว่าทำไมสอนคำอย่างนี้ แล้วเราก็แปลให้เค้าฟัง ขำกร๊ากกันหมดเลย แต่แม่ก็พยายามจะบอกว่า เค้าภูมิใจที่ เค้าจำได้ เพราะว่า มันเป็นเวลา ๓๐ปีที่แล้ว กับนอกจาก สบายดีหรือ กับ คำหยาบ ๒ คำ ก็ยังมี หนาวมากขอบคุณ แม่เล่าว่า ตอนเค้าอยู่นู่นคนไทยไม่ชินกับอากาศหนาว แล้วเวลาเค้าถามว่า How are you? คนไทยก็จะตอบว่า Very Cold, thank you. ตลกดี แล้วก็แปลเป็นภาษาไทยให้แม่ฟัง แม่ก็จำมาใช้  กินกันเสร็จ เราก็ช่วยกันล้างครัวล้างจาน ทุกคนบอกว่า เบนไม่ต้องทำ เพราะว่า วันนี้เบนทำอาหาร

วันนี้ได้โจ๊กรั่วๆของคริสติน่ามา ๒ อย่าง เค้าเรียก Mushrooms ว่า Marshmallow

หม้อมันไหม้เพราะว่า เบนใช้หม้อธรรมดาหุงข้าวไม่เป็น มันก็เป็นคราบ เบนพยายามขูดก็ไม่ออก คริสติน่าก็เลยบอกว่าให้แช่น้ำเอาไว้ แล้วเค้าก็นึกคำไม่ออกว่าให้ทิ้งมันไว้ เค้าเลยบอกว่าให้ใส่น้ำไว้ then ..... let it be ทั้งบ้านเลยร้องเพลง let it be แซวไม่หยุดเลย พอๆกับ ทีเรดเมื่อวาน ยังไม่พอ คริสติน่า ดีกว่า ซิลวีโอตรงที่ว่า เค้าไม่ได้อ่าน tired เป็น ทีเรด แต่อ่านว่า ไทเรด ...เออ ดีกว่าครึ่งคำหน่ะ เจ้เอ้ย

อิซาเบลเอาเกรดที่โรงเรียนมาสแกนลงคอม สงสัยเอาไปใช้สมัครงาน เห็นว่าเค้าเป็นประเภทเดียวกับเบนเลย โง่เลข เก่งภาษา ฮ่าๆ ได้เกรด ๖ ภาษาอังกฤษทุกเทอม (เกรด ๖ เท่ากับเกรด ๔ บ้านเรา) คริสติน่าเอารูปที่ตัวเองไปเที่ยวสเปนมาโชว์มั่ง โรงแรมดูแย่ๆ มีไปตั้งแคมป์กัน ดูแล้ว ถ้าไปเที่ยวเองคงลำบาก เพราะฉะนั้น จะไปสเปนกรุณาไปทัวร์ ยืมที่ชาร์จแบตโน๊ตบุ้คของคริสติน่ามา เพราะว่า เป็น เอเซอร์เหมือนกัน แล้วเราก็แยกย้ายเข้านอนหละ

--จบ ๓ วันด้วยรักและห่วงใยจากสวิตเซอร์แลนด์--

 

August 08

ลาที ไม่ใช่ลาจาก

วันนี้ไปไหวพระที่ศาลเจ้าพ่อเสือมา ก็ทำบุญเผื่อปั๋นด้วย
เพราะว่า ปั๋นก็ไปทำบุญที่วัดพระแก้วเหมือนกัน
ครึ้มอกครึ้มใจก็เดินมาที่มนต์นมสดกับม๊า ... เอ๊ะ
นั่นใครหน้าตาคุ้นๆ เฮ่ย เด็ก สก. ไม่รู้จักมั้งงง
เฮ่ย ไอปั๋นแน่ๆ 55+ โคดบังเอิญ ...
แล้วก็กลับมาสยามมาหาเพื่อน เลี้ยงครั้งสุดท้ายแล้ว
รู้สึกดีมากๆเลยวันนี้ อิ่มอกอิ่มใจ รักเพื่อนๆ
กลับมาบ้านก็มาเรียนกับครูดาวครั้งสุดท้าย
อย่าร้องนะครู เด๋วเบนก็กลับแล้ว รักครูครับ
เพื่อนๆก็เหมือนกันนะ รักเพื่อนนะ
August 07

จวนเวลา

กังวล ถึงขั้นวิตกจริตไปเลย
 วันเสาร์ครูดาวมาช่วยจัดของ
ได้เทคนิคใหม่ในการม้วนเสื้อผ้า ประหยัดที่ไปเยอะ
ตอนเย็นไปลาอากง,เหล่าม่า แล้วมากินสุกี้.......... >>>>>>        รักอากง อาม่า กับเหล่าม่ามากนะคร้าบ
ที่โรงแรมนารายณ์กับอาม่าแล้วก็บ้านเจ็กเหลียง
แล้วก็มีเบอร์บ้านที่สวยมากๆ โทรมา...
ฮาโหล ... นี่ใคร?... นี่โอมๆ!...
เฮ้ยพี่โอม!! ... คุยกันไปนานพอสมควร
ไปแม่งมีคนใช้ด้วยหว่ะ แม่งมีสระว่ายน้ำด้วยหว่ะ
ดีสัด ... ชีวิตกูข้างหน้า 1 ปีแม่งโล่งไปเลย
..คือ มองไม่เห็นเลย ไม่รู้จะเปนยังงัย 55+
กลับมาดูเอเอฟที่ปุยฝ้ายออก ตื่นมา ตอนเที่ยงก็ไปกิน
เลี้ยง ที่หลังสวน กับญาติทางฝ่ายม๊า สนุกสนาน.......... >>>>>>        รักอากง อาม่า แล้วก็ทุกๆคน
อี๊จ๋า และทุกคนอย่าร้องไห้ เด๋วเบนก็กลับมาแล้ว
(พิมพ์อยู่ทิชชู่จะหมดม้วนหละ) ไม่ได้ร้องไห้นะ ...
น้ำลายไหล ดูทีวีอยู่ น่ากินสัด  ...... บ้าแระ
กลับมาก็ไปซอยผมนิดหน่อยก่อนไปแล้ว
วันจันทร์ไปซอยละลายทรัพย์ไปช็อปกับม๊า
แล้วก็ลอยมาโบนันซ่า ซื้อของครบก็มากิน ยามาเนะ
รอบี แล้วบีก็มาเลยออกมาซื้อหนังสือสูตรอาหารไทย
เล่มหนักอึ้งเผื่อเอาไปทำให้ใครๆกิน...
วันนี้ วันอังคาร ตอนสายก็ออกไปหาเพื่อนที่ รร ตอนพักเที่ยง
แล้วก็ออกมาสีลมมาเปลียนกระเป๋าตังค์ที่อันใหญ่เทอะทะเกิน
แล้วก็กลับมานอนที่บ้าน 1 ตื่น แล้วก็ไป รร อีกที ไปหาเพื่อน
แล้วก็เอาน้องไอซ์กับพิซซี่กลับบ้าน << มันไม่ชอบให้เรียกพิซซี่
แต่กูชอบ ฮาดี... เนอะ
 
จวนเวลาแล้ว อย่างว่า จะเรียกว่ากลัวรึเปล่ากูก็ไม่รู้ ... อนาคตมันมองไม่เห็นหรอก
วิตกจริตไปแล้วเพื่อนๆ