rkbenjii's profileԻдÎաΙԽ KiдtkպдՈkՄԼ's Blo...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    September 22

    in die Schule!!

    ก่อนหน้านี้ จริงๆแล้วก็ไปเรียน แต่ไปเรียนภาษา เป็นเหมือนเร่งรัด YFU จัดให้
    แต่ตอนนี้ไปโรงเรียนจริงๆแล้ว Kantonschule Sargans หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ยังไม่มีเพื่อนหรอก
    เรียนก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เหนื่อยจริงๆ วันๆ
    วันศุกร์ไปทำงานที่ Bad Ragaz am Rhein ก็ออกมาเป็นรูปงูยึกยือ
    ไม่งั้นก็เป็นก้างปลากลางน้ำ ไม่งั้นก็เป็นอะไรก็ไม่รู้อย่างที่เห็นนี่หละ
    ชีวิตต้องสู้นะทุกคน
    แฮ่ๆ
    คิดถึงทุกคนมากๆ โดยเฉพาะ ตำปูตำซั่ว ...
    September 01

    C'est la vie once again !! Part VI ... life..

    สามวันแรกก็มีเรื่องเล่าเยอะแยะ แต่ตอนนี้หลังจากที่ชาร์จโน๊ตบุ๊คพังไป ก็ไม่ได้เขียนเรื่องต่อ แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะว่า โรมาโนได้จัดการสั่งที่ชาร์จทางอินเตอร์เนตให้เรียบร้อย เป็นราคา ๑๒๐ ฟรังค์ (หนึ่งร้อยยี่สิบฟรังค์ถ้วน) และยังต้องซื้อรองเท้าใหม่ด้วย เป็นราคา ๖๙ ฟรังค์ (หกสิบเก้าฟรังค์ถ้วน) รวมเป็น ๑๘๙ ฟรังค์ (หนึ่งร้อยแปดสิบเก้าฟรังค์ถ้วน) นะจ้ะ ... จี้เลี่ยวเหลี่ยว จ้อหนี่ม๊วย ....?

    หลายวันที่ผ่านมา ถึงแม้การบ้านจะเยอะจนเท๊าหิ๊งเท๊าเถี่ยกันถ้วนหน้า เพราะเริ่มไปโรงเรียนภาษาได้สองอาทิตย์แล้ว ตอนเช้าก็ตื่นมาตอนหกโมง แล้วก็ไปอาบน้ำ ลงมาทักทายแม่ แม่ก็ทำกาแฟรอไว้ พอเสร็จก็จะเดินออกจากบ้าน เค้าก็จะเตือนเสมอว่า อย่าลืมเอาแจ๊กเก็ตไปนะ ถึงแม้ว่าเบนจะเจอความหนาวอยู่ไม่ถึงวันละ สิบนาทีก็ตาม ตอนเช้าเดินออกจากบ้านมา ๓ เก้าขึ้นรถ ลงจากรถเดินมารอที่ชานชะลาอีก ๕นาที อยู่บนรถไฟอากาศอุ่นๆอยู่เกือบชั่วโมง ถึงซูริคลงมาแล้วก็หายหนาวแล้ว หนาวสุดเห็นจะเป็นเมื่อเช้า สิบองศา แต่ก็ไม่หนาว เพราะว่า ไม่มีลม แล้วพอสายๆก็หายหนาว กลับมายี่สิบ แล้ววันนี้เหมือนกับว่าจะร้อนเป็นพิเศษด้วย เหงื่อแตกพลักเลย ไปเดินเล่นกับอิซาเบลมา แล้วก็ไปกิน Caramel Macchiato  Grande กับ Tiramisu ที่ Starbucks ฟาดไปเจ็ดเหรียญ สามสิบฟรังค์ ค่ากาแฟ แล้วก็ อีกสี่ฟรังค์สี่สิบ ค่าทีรามิสุ รู้ราคาแล้ว ก็จงภูมิใจเสียเถิดที่เกิดเป็นไทย เพราะว่า ซื้อกาแฟสตาร์บัคส์ได้ถูกว่าถึงเท่าตัวเลยทีเดียวเชียว

    ไปเรียนภาษาวันแรกแม่ก็พาไปส่งถึงสถานี แล้วครูก็มารับไปโรงเรียน แม่กับพ่อเค้ามีมาแอบดูที่ห้องเรียนด้วย แล้วเค้าก็รอรับกลับ พอวันที่สองก็ฉายเดี่ยวเลย (แต่ก็มาเจอพวกเพื่อนๆอยู่ดี) ตอนแรกครูพานั่งรถราง Tram ไป แต่ว่าเรานั่งรถไฟไปอีกต่อนึงแล้วเดินเอาสะดวกกว่า รถไฟวิ่งในเมืองสถานีเดียว ช่วงสั้นๆแค่ ห้านาทีก็ถึงแล้ว Stadelhofen ชตาเดลโฮเฟน แล้วเราก็เดินขึ้นเนินมา ถึงโรงเรียน โรงเรียนเหมือนเป็นสมาคมของโบสถ์ที่อยู่ตรงข้าม เพื่อนๆมีมาจากทั่วทุกซอกโลก เอกวาดอร์ เม็กซิโก บราซิล อีกฝั่งก็เป็นคนจีน คนไทย (พี่น้ำ มาวายเอฟยูด้วยกัน อยู่ที่ St.Gallen) ญี่ปุ่นหนึ่ง รัสเซียหนี่ง แบ่งเป็นสัดส่วนลงตัว  แยกแยะชาติพันธุ์อย่างดี ครูก็ดันพูดภาษาสเปนได้ เวลาเค้าอธิบายก็ภาษาอังกฤษก่อน แล้วเค้าก็มีพิเศษ เป็นภาษาสแปนิช ซึ่งเราก็ฟังไม่รู้เรื่อง เราไม่อยากแบ่งกลุ่ม แต่ว่า คนเราแน่นอนว่ามันต้องคุยกับคนที่คุยด้วยรู้เรื่องคนญี่ปุ่นพูดเกาหลีเป็นนิดหน่อย เราก็คุยกันอังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง เฉพาะคำที่รู้ แล้วก็เกาหลี แล้วก็คนจีนอีก ภาษาจีน ทีนี้ สนุกเลย ต้องแยกแยะหกภาษาทุกวัน ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมัน เจ๋งไปเลย... สอบออกมาได้ ๙๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ที่สองได้แค่ ๘๖ กว่าๆ ยอมรับว่า ที่เรียนมากี่ปี ภาษาเยอรมัน ลืม รู้เป็นคำๆ แล้วก็ใช้ไม่เป็น เรียงประโยคไม่ค่อยถูก ตอนนี้ก็เหมือนไปรื้อฟื้นสมอง เคาะขี้เลื่อยออกซะใหม่

    เคยท่องชื่อกรุงเทพฯเต็มๆให้โฮสต์ฟัง ถึงกับให้พูดใหม่แล้วอัดเสียง โรงเรียนให้ทำโปสเตอร์เกี่ยวกับปะเทศของตัวเองแล้วไปพรีเซนท์ ก็พูดถึงชื่อกรุงเทพฯอีก ท่องอยู่กับพี่น้ำ เป็นที่ฮือฮา ครูจับเวลา เพื่อนๆ เอากระดาษมาให้เขียนเป็นภาษาคาราโอเกะให้ ฮ่าๆ เมื่อวานซืนที่ห้องครูมีพาไปเรียนนอกสถานที่ด้วย มีให้ไป สัมภาษณ์ คนที่นั่งอยู่ริมทะเลสาบ เบนจับคู่กับเพื่อนไปสัมภาษณ์ คนที่ให้เบนสัมภาษณ์ก็น่ารักแล้วก็ดีมากๆ ตอบอย่างดี ช่วยสะกดให้ตลอด

    ไปเดินเที่ยวกันมาแล้วสองวันหลังเลิกเรียน ในซูริค กับคนรู้จักของเพื่อนของเพื่อนอีกที (เข้าใจมั้ย) ไปย่านที่มีร้านไทยเยอะๆ ก็จุใจเลย มีทุกอย่าง แต่ร้านไทยที่เห็นว่าไปสะดวกสุดก็อยู่ใต้ดินที่ สถานีรถไฟซูริคนี่หละ เป็นร้านขายของเอเชีย แต่ครึ่งค่อนร้านมาจากเมืองไทย

    ซูริคเป็นเมืองที่ยุ่งวุ่นวายมาก ยิ่งในสถานีรถไฟ เหมือนหนอนทุกวันเวลา คนเดินไปเดินมาก็ไม่รู้กี่ชนชาติ มองไปข้างบนก็มีป้ายอันใหญ่ๆ ไว้บอกเวลารถออก ชนิดของรถไฟ จุดหมายปลายทางของรถไฟ แล้วก็ชานชะลา หันมาจะเห็นผู้หญิงอ้วนตัวสีฟ้า ลอยอยู่เหนือหัวคนที่ต้องการจะโดยสารรถไฟ เธอคือนางฟ้าผู้ปกป้องดูแลผู้โดยสารที่ผ่านไปมา เป็นผลงานการออกแบบโดยจิตรกรหญิงชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง ซึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว หลายวันที่ผ่านมาวงจรชีวิตตอนตะวันยังไม่ตกดินก็อย่างงี้หละ ง่ายๆ ตื่นเช้ามา ลงมา แม่ถามว่าจะกินอะไรดีวันนี้ แล้วก็ถามว่าจะเอาอะไรไปกิน (หลังๆมาเริ่มอยากหาของซื้อกินเองที่ซูริค เลยบอกเค้าว่าไม่เอา) แม่ก็ขับรถออกจากบ้านมาที่สถานีรถไฟ อากาศตอนเช้าหนาวเย็นได้ถึง ๑๒ องศา แล้วก็มายืนหน้าสลอนรับลมอยู่ที่ชานชะลาหมายเลข ๒ ที่รถไฟไปซูริคตอนเช้าจะมาจอดที่เบอร์ ๒นี่ แล้วเราก็ขึ้นรถ ตรงตู้ที่มีหมายเลข ๒ เพราะว่า เก อา GA (General Abonnement) ของเรา เป็น คลาสที่สอง ซึ่งดูๆแล้วไม่เห็นมีความแตกต่าง จึงก็ยากแก่การแยกแยะว่าที่นั่งอันไหนมันสอง มันหนึ่งกันแน่(วะ) นั่งๆไปก็จะมานายตรวจมาตรวจตั๋ว เราก็ยื่น เกอา ให้เค้าดู แล้วเค้าก็บอก merci หรือ danke เราก็พยายามนึกเอาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมา ตอบเค้าว่า bitte! แล้วยิ้มกว้างๆให้เค้า แต่ ....เค้าก็ไม่ได้ฟังเราแล้วก็เดินผ่านไป ฮ่าๆ

    แล้วเราก็ลงรถ เดินมาที่ Treffpunkt แปลว่า จุดเจอ เจอจุด หรือจุดนัดพบนั่นเอง ก็จะมีเพื่อนๆมายืนรอกันอยู่แล้ว แล้วเราไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนจะมาสาย เพราะว่า ทุกคนจะมาถึงที่จุดนัดพบ ในเวลาที่แน่นอน รถไฟของคนเม็กซิโกจะมาเป็นขบวนสุดท้าย พอเธอเดินมา ฮาโหลฮาเหล แล้วเราก็ออกเดินทางต่อ (ถัดไปสถานีเดียว) แล้วเราก็เดิน มาถึงโรงเรียน พอเรียนเสร็จ กลับมาทางเดิม มาซื้อไส้กรอกกินกับขนมปัง อร่อยและอิ่ม นั่งกินบนรถไฟ ให้คนอื่นเค้าหิวตาม พอนั่งมาถึงสถานี Sargans เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ แล้วก็เหมือนจะเป็นศูนย์รวมอะไรต่างๆในแถบนี้ แล้วเราก็มานั่งรอรถเมล์ที่มีป้ายบอกว่า Wangs-Vilters มาแล้วเราก็ไม่รอช้า ขึ้นมานั่งอยู่บนรถเมล์ แล้วเราก็รออีก ๑๕ นาที เพราะว่า คนขับไปสูบบุหรี่ ทำธุระส่วนตัว เพราะว่า ป้ายที่สถานีรถไฟนี่ เค้ากลับมาจอด ก็หมายความว่าเค้าวิ่งครบไปอีกหนึ่งรอบแล้วนั่นเอง ต้องพัก แล้วก็รอเวลาออกรถรอบต่อไป นั่งมาถึงป้าย (ที่ไม่มีป้ายบอก อาศัยดูสถานที่เอง) Vilters Post แล้วเราก็กดปุ่ม Wagen Hält ให้รถหยุด แล้วเราก็เดินมาสามเก้า แวะชอปปิ้งซื้อของในร้านขายของขนาดใหญ่กว่าเซเว่น สองสามเท่า ชื่อว่า Volg ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วไป แล้วเราก็เดินมาตามทางกลับถึงบ้าน กินอะไรนิดหน่อยแล้วก็ ทำการบ้านนอน แต่ทุกๆวันจะมีกิจกรรมทำ เช่นไปเช่าหนังมาดู ก็ได้ดูไปหลายเรื่องแล้วตั้งแต่มา

    เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว มีคนที่ไปวายเอฟยูของที่นี่มารับ เค้าไปอเมริกาเมื่อ ห้า ปีที่แล้ว ชื่อว่า Nadja นาเดีย เป็น Contact Person ของเบน เค้าก็น่ารักนิสัยดี สูบบุหรี่จัดไปหน่อย มีแฟนชื่อว่า Freddy เค้าก็พาไปที่บ้านแฟนเค้า (เพราะเค้าย้ายมาอยู่กันแล้ว) แล้วเค้าก็พาไปดูห้องนอน แล้วก็พาทัวร์บ้าน บ้านนี้อยู่ที่เมือง Grabs กราบส์ เงียบสงบ อีกแล้ว มีแมวสองตัว  แล้วเค้าก็หยิบหนังสือรุ่นที่โรงเรียนที่อเมริกามาให้ดู เค้าก็พาลงมาห้องนั่งเล่นส่วนตัวของทั้งสอง เฟรดดี้กำลังดู ศึกฟุตบอลบุนเดสลีกา อยู่ นาเดียก็ด้วยความรักแฟน ก็แย่งทีวี เอามาเล่นเกมส์ Nintendo Wii ซะเลย สนุกกันได้ไม่นาน ก็ต้องออกจากบ้านมางาน Buchserfest ของเมือง Buchs เป็นงานประจำปีที่แต่ละเมืองจะจัดขึ้น ให้ร้านรวงออกมาตั้ง ร้านอาหารนานาชนิด ตั้งเหล้าเบียร์ขาย เปิดเพลงสนุกๆดังกระหึ่ม ให้เดินเล่นกัน เพลินๆ อยู่นี่งานนี้ทำให้เห็นว่า คนสวิสก็ไม่ได้เงียบๆเสมอไป มุมที่ครึกครื้นสนุกสนานก็มีอยู่ แล้วก็ยังเห็นอีกว่า เด็กๆเริ่มสูบบุหรี่กันตั้งแต่ สิบ หรือสิบสอง เด็กผู้ชายก็เจาะหู เด็กผู้หญิงก็แต่งตัวกันแล้ว นาเดียกับเฟรด พูดภาษาอังกฤษดีมาก (ไม่เหมือนซิลวีโอ) แล้วก็ใจดีมาก เดินๆไปเจอเพื่อนๆเค้าก็พาเบนไปแนะนำ เดินเล่นกัน ไปฟัง Live Band ที่หลบอยู่ข้างหลัง แต่คนแน่นขนัด นักร้องกับนักดนตรี เล่นดีมาก อยากนั่งฟังจนจบ แต่เหนื่อยมาก นาเดียพาออกมาซื้อ McFlurry แล้วเราก็กลับบ้านนอน ตื่นมา ได้เล่นไพ่สวิส เล่นกันสนุกมาก (เพราะบังเอิญได้ไพ่ดีตลอด) เป็นไพ่ที่ไม่เหมือนไพ่ธรรมดา แต่เล่นได้เพลินพอๆกัน แล้วเราก็ออกเดินทางกลับบ้าน โดยเราก็กลับกันอีกทาง แวะเที่ยวที่ทะเลสาบเล็กๆ (เล็กมากๆ) มองไปมีเนิน มองขึ้นไปอีกหน่อย มีปราสาทอยู่บนเนินด้านล่างมีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง เป็นเมืองที่เล็กที่สุดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีบ้านคนอยู่ไม่ถึง ๓๐หลัง ทุกหลังล้วนเป็นบ้านสมัยคลาสสิก หลังจากนั้น เฟรดดี้ขับพาเลาะไปตามเขาสูง วิวสวย แต่อากาศไม่ค่อยเป็นใจ วนเข้าไปในค่ายทหารให้ดูหนึ่งรอบ แล้วเราก็แวะกินไอติมกัน กลับลงมาถึงข้างล่าง ไม่นานฝนก็ตกหนัก วิ่งตากฝนกันเข้าบ้าน ก็กลับมาทำอาหารไทยกินกัน ต้มยำไก่ (บ้านไม่ชอบอาหารทะเล) พะแนงไก่กับมันฝรั่ง เนื้อผัดน้ำมันหอย (ผัดแบบจีนๆหน่อย เหมือนอาม่าทำ ฮ่าๆ) (จานนี้โรมาโนชอบมาก) ไข่เจียว (เป็นจานที่ทุกคนอึ้งๆว่า ทำยังงัย เพราะว่ามันไม่มีอะไรเลย แล้วมันอร่อย) แล้วก็ทอดมัน (ซื้อสำเร็จมาจากร้านเอเชียที่สถานีรถไฟ) แล้วก็ต้องกลับมานั่งทำการบ้านต่อ แล้วก็ดำเนินชีวิตวนๆ เหมือนยุง

    กลับมาไม่มีอะไรกิน แม่เทต้มยำผสมข้าว แล้วแช่ไว้ ก็เอามาผัดกับน้ำมันหอย กินกับไข่เจียว กินกับพ่อ

    พ่อพาไปทำบัญชีเรียบร้อยแล้วที่ธนาคารแถวบ้าน บัตรจะส่งตามมาถึงหน้าบ้านคุณในไม่ช้า แล้วก็เมื่อวานได้พัสดุจากม๊าแล้ว แว่น ชากุ้ยฮวาจากกุ้ยหลิน และเฟรนด์ชิพ วันพฤหัสกลางคืน มีเพื่อนของพี่ๆ ชื่อสวยๆว่า Petricia มารับขึ้น Volvo S40 ไปเที่ยวกันอีกแล้ว เคยเห็นเพื่อนพี่คนนี้ในรูปที่เค้าไปเที่ยว สก็อตแลนด์ด้วยกัน ไปนิทรรศการศิลปะที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เมือง Chur คูร์ แล้วเราก็ไปหาข้าวกินกันตอนแรกจะไปกินอาหารจีน เห็นราคาแล้วไม่เท่าไหร่ (มาตรฐานอาหารจีนในยุโรป) แต่เห็นตราของร้านแล้วตกใจ THE ORIENTAL เป็นร้านในเครือโอเรียนเตล บอกพี่ๆว่า นี่เป็นเครือของโรงแรมทั่วโลก แล้วก็เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในประเทศไทย พี่ๆเดินหนีกันอย่างด่วน มาจบลงที่ร้านพิซซ่าข้างๆ พิซซ่าอร่อยมาก โดนโรมาโนแกล้งด้วย (เพราะเบนไปแกล้งมันก่อน ฮ่าๆ) หลังจากนั้น เราก็ไปเข้าผับกัน!! เพราะว่า เราต้องรอเพื่อนอีกคนนึง ซึ่งก็ไม่มาซักที พนักงานเค้าคงไม่รู้ว่าเบนอายุไม่ถึง เพราะว่า เค้าไม่ได้ว่าอะไร ในผับนั้นไม่มีอะไร คนสูบบุหรี่ กินเหล้า เปิดเพลง แต่ไม่มีใครเต้นเลย เราสั่งคอกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์มากิน เบนสั่ง Green Almond กรีนอัลมอนด์ แปลว่า อัลมอนด์สีเขียว ก็คิดว่ามันจะมีอัลมอนด์สีเขียวมาจริงๆ แต่มันเป็นแค่น้ำสีเขียว แต่อร่อยมาก

    *หมายเหตุ ชื่อที่ไม่สวยของ Petricia คือ Pet !! ภาษาเยอรมัน แปลว่า ขวดพลาสติกเปล่าๆ แล้วภาษาอังกฤษแปลว่าอะไร ...?

    ได้ใช้บริการ Bistro บิสโทร เป็นCafé ที่อยู่บนรถไฟ นั่งกินกาแฟกัน แล้วอยู่ๆ รถไฟก็จอดแล้วประกาศว่า ไปต่อไม่ได้เพราะว่า มีคนเล่นกีฬากระโดดร่ม แล้ว(เสือก)ลงมาติดอยู่ที่สลิงบนรางรถไฟ ห้อยต่องแต่ง ... เอากับเค้าซี่... วันรุ่งขึ้นพี่แกก็มาติดอยู่บนหน้าหนังสอพิมพ์ซะแล้ว ดังเลย ...

    กลางคืนโรมาโนกับแฟนพาไปเที่ยวบ้านเพื่อนอยู่บนเขาที่ Pfäfers เค้าพกไฟฉายมาเพราะว่า กลัวว่าดึกมากจะต้องเดินลงเขากลับบ้าน ขาไปต้องนั่งรถไฟไปหนึ่งสถานีที่เมือง Bad Ragaz แวะร้านขายของ ของสถานีรถไฟ ซื้อหนมขึ้นไปกิน (พี่จ่าย) แล้วก็เรียกแท็กซี่ขึ้นเขาชันๆไปประมาณ สิบห้า นาที (แล้วนึกถึงตอนเดินลง) มาสองอาทิตย์เพิ่งเห็นแท็กซี่ก็วันนี้หละ แล้วไม่มีมิเตอร์ด้วย แท็กซี่จอด ก็เดินขึ้นเขามาอีกหน่อยก็ถึง (ชันมาก) มองไปวิวสวย แต่จะสวยกว่า ถ้ามันสว่าง บ้านตั้งอยู่ตามชะง่อนผา เจ้าของบ้านเรียกฝูงเพื่อนมาปาร์ตี้เต็มบ้าน เบนสงสัยว่าเค้าสูบอะไรแปลกๆไม่ใข่บุหรี่ก็เลยถามโรมาโน แล้วก็ได้คำตอบว่า เค้าก็สูบกัญชากัน ปลูกเอาสูบเอง ไม่เข้าใครออกใคร มีเก็บใบกัญชาไว้เป็นถัง เบนก็นั่งเล่นเกม Sing Star เป็นเกมคาราโอเกะไป กับเพื่อนๆเค้านั่น โรมาโน กับอิซาเบลไม่สูบ กินแต่เบียร์ เพราะว่า คนที่นี่กินเบียร์ตั้งแต่เด็กๆ คอแข็ง ไม่มีอาการเมา โรมาโนก็คอยคุมไม่ให้กิน ไม่ให้ยุ่งกับอะไรทั้งสิ้น มึงกลับมาตั้งใจเล่นเกมกับพวกกู แล้วมึงก็จงมาดูหนังกับพวกกูอย่าวอกแวก (ล้อเล่น ..อย่างงี้โหดเกินไป) กลิ่นควันอบอวน เหมือนอยู่ในผับ หรืออะไรซักอย่าง เพราะสูบกันอยู่ข้างหลังเบนก็มี ข้างหน้า ข้างๆก็มี แต่เพื่อนๆพี่ทุกคน (ทั้งที่สูบและไม่สูบ ดื่มและไม่ดื่ม) ก็ดีทุกๆคน แต่ที่ไม่ดื่มเห็นมีเบนคนเดียว (เป็นคนดี) กลับลงมากันตอนตีสาม โทรเรียกแท็กซี่ให้มาส่งที่สถานีรถไฟเป็นเวลา สิบนาที เพราะว่า ซิ่งมาก ถึงสถานี Bad Ragaz อีกรอบก็เดินไปดูตารางออกรถไฟเที่ยวต่อไปที่จะพากลับบ้านก็ คือตอนตีห้า อีกสองชั่วโมง แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่า คุณแม่ได้โทรมา แล้วก็ออกรถมารับถึงที่นี่ ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นแท็กซี่เลย หายห่วง จริงๆแล้วอยากเดินนะ น่าสนุกดี...

    เมื่อเช้าตื่นมาสายมาก ลงไปทักทายทุกคน พี่ๆก็ยังไม่ตื่นเหมือนกัน กินกาแฟ แล้วก็ขึ้นมาทำการบ้าน พอได้ยินเสียงพี่ตื่น ก็ลงมาเรียกเค้าให้ขึ้นมาดูเนตให้หน่อย เพราะว่า เนตใช้ไม่ได้อีกแล้ว เลยต้องเขียนใส่เวิร์ดไป เค้าก็วิ่งขึ้นวิ่งลงไปหลายรอบ ก็ไม่ได้อยู่ดี ไม่นาน เราก็ออกไปกินกันข้างนอก ไปที่ร้านหนึ่งที่อยู่บนเขาสูง ให้เห็นวิวภูเขาอีกฝั่งหนึ่งชื่อว่า Churfirsten คูร์เฟียร์สเทน แปลว่า หมู่ยอดเขาแห่งเมืองคูร์ ข้างล่างเป็นทะเลสาบ Waldensee วาลเดนเซ มองดีๆ ตามภูเขา จะเห็นน้ำตกสายเล็กๆ ที่ไหลลงมาตามหนาผาชัน สูงประมาณ พันสองพันเมตร แต่พนักงานมันงี่เง่า เราเลยสั่งแค่น้ำ แล้วเราก็โยกย้ายลงมาที่เมืองข้างล่าง ณ ร้านอาหารของหลานแม่ บรรยากาศดีริมทะเลสาบ สั่งอะไรกินกัน แล้วเราก็นั่งคุยกับญาติกัน ขำไม่เลิก

    คิดว่า ชีวิตที่นี่เริ่มลงตัวแล้ว กับพี่ก็สนิทมากแล้ว กับแม่พ่อ กับแฟนพี่ แล้วก็เพื่อนๆในชั้นเรียนเยอรมัน แล้วก็เริ่มรู้ว่าจะเข้ากับคนที่นี่ยังงัย แล้วก็ไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวหลง เพราะว่า เริ่มชำนาญแล้ว (นั่งรถไฟกลับบ้านแล้วเลยป้ายด้วย แล้วก็กลับมาเล่าให้พวกเค้าขำกัน ...นอนสบายเกิน) เพราะปกติแม่จะแซวตลอด ว่าเบนนอนบนรถไฟ แล้วพอเค้าประกาศ สถานีต่อไป ซาร์กันส์ แล้วเบนก็จะตื่นทันที แม่จะแซวตลอดเลยเรื่องนี้ เพราะว่า เค้าเห้นเบนหลับเวลาไปกับเค้าแล้วพอเค้าประกาศ เบนก็ตื่น ... แล้วก็เริ่มรู้แหล่งที่จะหาของประทังชีวิตได้ มีคนรู้จักมากแล้ว ติดต่อได้ตลอด เรียนก็ไม่ต้องห่วง มีอยู่เรื่องที่จะต้องไปโรงเรียนจริงๆ ที่จะเริ่มวันที่ ๑๗ กันยา นี่หละ แล้วก็เรื่อง โง่ ขี่จักรยานไม่เป็น แต่วันนี้ก็ไปหัดมา ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว (สองเมตร) ฮ่าๆๆๆๆๆ.....

    ปล. ศัพท์ฮอตฮิตติดปากของบ้านนี้ คือ คำว่า ติงต๊อง ประโยคภาษาไทยที่พูดได้ คือ สบายดีหรือ?

    ปล. ค้นพบว่า อ่ออิ๊ว น้ำมันหอยทำได้ทุกอย่าง... ขาดไม่ได้

    ปล. อากาศเดี๋ยวนี้เริ่มร้อนขึ้นอย่างจริงจัง ตอนเช้าก็กระเถิบขึ้นมาเป็นสิบแปด

    ปล. ตอนสายๆจนถึงพระอาทิตย์ตกตอน สามทุ่มกว่า ก็ร้อนได้ถึง สามสิบกว่าองศาเชียว

    ปล. พิซซ่าที่พวกเราช่วยกันทำเองเมื่อกี้ อร่อยมากๆ ... พิซซ่าโฮมเมด แปลว่า ... บ้านเป็นคนทำพิซซ่า...ล้อเล่น...